หรือประกันภัยจะเป็นแค่การพนันที่ถูกกฎหมาย?

เมื่อ 4,000 ปีที่แล้วการค้าจะไม่สามารถเดินทางข้ามโลกได้เลยหากไม่มีพาหนะทางน้ำอย่างเรือ แต่การเดินทางโดยใช้เรือนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งเวลาและทรัพยากรทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เพราะอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นและเป็นไปได้เสมอในทุกรูปแบบ

ถ้าลองมองมุมกว้างๆโดยพื้นฐานของความจริงแล้ว การประกันภัยคือการพนันในรูปแบบหนึ่ง

เมื่อ 4,000 ปีที่แล้วการค้าจะไม่สามารถเดินทางข้ามโลกได้เลยหากไม่มีพาหนะทางน้ำหรือเรือ แต่การเดินทางโดยใช้เรือนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งเวลาและทรัพยากรทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เพราะอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นและเป็นไปได้เสมอในทุกรูปแบบ เช่นนักเดินเรือที่มีประสบการณ์สูงหลายสิบปี ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการนำสินค้าข้ามมหาสมุทรจากเมืองอีกเมือง เอาชนะคลื่นลมแรงในช่วงพายุ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสินค้าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะอาจจะพบกลุ่มเรือโจรสลัดดักปล้นได้เช่นกัน

ดังนั้นแล้ว พ่อค้าทางเรือจึงต้องศึกษาหาแนวทางมาลดระดับความเสี่ยง (risk) ตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรให้หาเส้นทางการเดินปลอดภัยจากกลุ่มโจรสลัด และป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติต่างๆ ในเมืองจีน พ่อค้าคนจีนจะสลับคละสินค้าในเรือแต่ละลำให้เท่าๆกันเพื่อไม่ให้เรือบรรทุกสินค้าที่สำคัญแค่ลำเดียวล่มและเสียหายต่อธุรกิจ หรือกรณีน่าสนใจอย่างนักเดินเรือชาวบาบีโลน (Babylon) ที่จะทำการตกลงว่าขอกู้ยืมเงิน (ส่วนใหญ่จากครอบครัวเศรษฐี) และผ่อนจ่ายจ่ายคืนในภายหลัง แต่การยืมมีกฎในสัญญาว่าการยืมเงินถือเป็นโมฆะหากเรือประสบอุบัติเหตุล่มและจมลง การกระทำเช่นนี้ทำให้ครอบครัวเศรษฐีผู้ปล่อยกู้กลายเป็นทั้งผู้ให้กู้เงินและผู้รับประกัน เราเรียกคนพวกนี้ว่านายช่างทอง (goldsmith) เพราะติดกันมาว่าสมัยก่อนคนรวยมักจะมาจากเจ้าของเมืองทองคำหรือช่างทองคำ ในขณะเดียวเดียวกันนายห้างก็เป็นคนเซ็นรับทราบความเสี่ยงจากสัญญาที่ผู้ขอกู้ (borrower) ได้แจ้งไว้ ซึ่งในกรณีนี้คือจะเลิกจ่ายหากเรือล่ม การเซ็นชื่อใต้สัญญาของนายห้างทำให้เกิดคำศัพท์อีกคำคือผู้รับประกัน (underwriter) ความหมายนั้นตรงตัวคือผู้เซ็นรับประกันความเสียหายทั้งหมดในสัญญา

โจรสลัดกำลังปล้นสินค้าจากเรือ

ในอีกมุมหนึ่งพ่อค้ากำลังกลายเป็นคนจับเสือมือเปล่า (a freeloader) เพราะไม่ต้องเสียอะไรเลยนอกเสียจากเรือจะล่มและสินค้าหายไปกับโจรสลัด การที่เรือจะล่มได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องของโอกาสที่คาดการณ์ไม่ได้ ตรงจุดนี้เพื่อไม่ให้พ่อค้าได้ประโยชน์ต่อภัยเสียหายที่เกิดขึ้นเพียงฝั่งเดียวจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าเบี้ยประกัน (insurance premium) ขึ้น คิดง่ายๆคือ เจ้าของเงินจะเสียหายน้อยลงเพราะมีเบี้ยประกันมาชดเชย ในขณะเดียวกันเจ้าของเรือก็ต้องยอมรับค่าใช้จ่ายซึ่งแปรผันตรงตัวกับความเสี่ยงในการล่มของเรือ ยิ่งเบี้ยประกันสูงเท่าไรก็แปลว่าเจ้าของเงินคิดว่าเรือคุณมีโอกาสล่มมากเช่นกัน หากจะเปรียบค่าเบี้ยประกันของเรือเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยากับเรือเดินข้ามมหาสมุทรอินเดีย คุณคิดว่าเรือลำไหนมีโอกาสจะล่มหรือโดนปล้นมากกว่ากัน

แล้วอะไรที่ทำให้การทำประกันภัยกับการเล่นพนันแตกต่างกัน?

ถึงจุดนี้คงยากที่จะหาความแตกต่างจะทำให้เชื่อว่าจริงๆแล้วทุกคนเองก็เล่นการพนันกันอยู่ทุกวัน โดยผ่านการซื้อกรมธรรม์ (insurance policy) แม้กระทั่งการเก็บผ่านประกันสังคม (social security)ไว้สำหรับยามแก่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือยามตกงาน แม้จะมีนักวิชาการหลายคนโดยเฉพาะอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการประกันภัยมักจะมีวลีเด็ดว่า

การพนันคือการนำทรัพย์สินของท่านไปเสี่ยงต่อความเสียหาย แต่การทำประกันภัยคือการป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้นแล้วในมุมของนักวิชาการมักให้ความเห็นว่าสิ่งสองอย่างนี้จริงๆแล้วไม่เหมือนกันและให้คุณค่าทางเศรษฐกิจต่างกันด้วย เช่น การเล่นการพนันมีแต่ทำให้คนเล่นเสียทั้งเงินและเวลา ทั้งที่ไม่ได้อะไรกับมาเลยแถมยังมีโอกาสติดการพนันอีกและการที่นักเล่นเอาทรัพย์สินของตัวเองไปพนันกับบ่อนทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้อะไรกลับมานี้คือเหตุผลว่าทำไมการพนันอันตรายที่สุด แต่หากเรามองในมุมกลับกัน ในทุกๆวันที่พ่อค้าเดินเรือออกทะเล พ่อค้าก็ได้สร้างความเสี่ยงต่อตัวเรือและตัวสินค้า แม้มันจะน้อยนิดเช่นว่านำเรือสินค้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะสั้นๆ แต่ความเสี่ยงย่อมมีต่อเรือเช่นกัน ดังนั้นแล้ว หลายครั้งเราอาจมองการพนันในด้านลบเพียงด้านเดียวเพราะชอบคิดว่าการพนันคือการสร้างความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นโดยมองข้ามไปเลยว่า การทำประกันก็คือการเล่นการพนันอยู่เช่นกัน เพียงแต่เป็นการพนันกับ “ภัย” ที่ไม่สามารถคาดเดาในเชิงสถิติได้ หรือถ้าได้ ก็ยากมากๆ เช่นใครจะเดาได้ว่าโอกาสที่สินามิจะพัดขึ้นฝั่งภูเก็ตมีเท่าไร เพราะตลอดเวลาที่มีประเทศไทยขึ้นมาแม้ก่อนจะมีคำนำหน้าประเทศว่าสยาม คนไทยไม่เคยทราบเลยว่าสึนามิคืออะไรแล้วจะไปประเมินความเสี่ยงได้อย่างไร แม้ภัยสึนามิและการเล่นคาสิโนจะมีกฎตายตัวเหมือนกันคือหากเกิดเหตุการณ์ที่ตกลงเอาไว้กับ underwriter ขึ้นจะต้องมีคนเสียตังค์ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น รูเล็ต (roulette) กับการประกันภัยที่อยู่อาศัย ในการพนันและการประกันภัยมีล้วนมีกฎให้เล่นอย่างตายตัวว่าจะมีการจ่าย (pay off) เท่าไรต่อการชนะหนึ่งครั้งหรือการเกิดวินาศภัย ยกตัวอย่าง นายจ๊อดลงเงิน 100 บาทแทงว่าลูกบอลจะหล่นลงไปในช่องสีแดง (สามช่อง แดง ดำ เขียว โอกาสช่องละ ⅓ ) หาก นายจ๊อดแทงถูกจะได้รับเงิน 60 บาท แต่ถ้าแทงผิดจะเสียเงิน 100 บาท บ่อนได้ตั้งกฎไว้แล้วคือแทง 1 จ่าย 0.6 บาท ส่วนการประกันภัยบ้าน ในมุมมองของนักพนันแล้วนายจ๊อดแทงกับบริษัทประกันภัยว่าใน 365 วันนั้นจะมีเพลิงไหม้บ้านในโอกาส 1 ใน 365 โดยหากแทงถูกว่าเกิดเพลิงไหม้ อัตราตอบแทนย่อมได้สูงกว่าแทงถูกในช่องสีแดงแน่นอน หรือกรณีนี้ไฟไหม้คือแทง 1 จ่าย 1,000 เนื่องจากโอกาสเกิดขึ้นมันน้อยกว่ามากและบ้านสามารถถูกไฟไหม้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นไม่สามารถเกิดเป็นเหตุการณ์ซ้ำกันได้ หากดูแต่ผิวเผินแล้วสองกรณีนี้คือเหมือนกัน แต่ในมุมของนายจ๊อดแล้วนายจ๊อดขาดทุนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า แปลว่ากรมธรรม์นี้ไม่ยุติธรรมเพราะ

กรณีแรกนายจ๊อดแทง 100 บาทและแทงถูกได้รับ 60 บาทรายรับรวมคือ 100 บาท(เงินที่ลงไป) + 60 (กำไรที่ได้) = 160 บาท แต่ในกรณีที่สอง จ่ายค่าเบี้ยประกันหนึ่งหมื่นบาทเกิดไฟไหม้บ้านและได้รับเงินชดเชยสิบล้านบาทแต่จริงๆแล้วนายจ๊อดเสียค่าสร้างบ้านไปแล้วสิบล้านบาทรายได้รวมของคือ 10,000,000 (เงินชดเชยจากบริษัทประกัน) — 10,000 (ค่าเบี้ยประกันรายปี) — 10,000,000 (ค่าเงินก่อสร้างบ้าน) = -10,000 บาท คือรายรับรวมจริงๆหากบ้านเกิดอัคคีภัย สรุปแล้วนายจ็อดเสียบ้านไปแล้วยังเสียเงินอีก 10,000 บาท

แต่หากมองมุมมองของบริษัทประกันภัยคือรับเงินจากนายจ๊อด 10,000 บาทแต่จ่ายกลับให้ 10,000,000 บาทแปลว่าบริษัทประกันภัยขาดทุนมาก เพราะเงินได้รับแค่ 10,000 (เบี้ยประกันนายจ๊อด) — 10,000,000 (ค่าชดเชยไฟไหม้) = 9,990,000 บาท สรุปแล้วนายจ๊อดโครตจะกำไรกับการทำประกันครั้งนี้เลยทีเดียว แล้วอย่างนี้มันจะยุติธรรมต่อบริษัทประกันภัยได้อย่างไรหากนายจ๊อดนั้นมีแต่ได้กับได้อย่างเดียว

บรรยง พงษ์พานิช กับบ้านที่จะได้รับเงินหากท่านจ่ายเบี้ยประกัน

“ที่ว่ามานั้นเป็นการประกันภัย ซึ่งเป็นการพนันถูกกฎหมายที่มีประโยชน์ ซึ่งปีหนึ่งๆ มีขนาดเบี้ยประกันรวมประมาณสองแสนล้านบาท (สองเท่าของลอตเตอรี่) แต่มีการจ่ายค่าสินไหมแค่ แปดถึงเก้าหมื่นล้านบาท เจ้ามือรับกินไปถึงแสนกว่าล้าน เป็นค่านายหน้า ค่าตึกหรู ค่าเงินเดือนแพงๆ ค่าโฆษณา อุปถัมภ์ทีมบอล ฯลฯ ที่เหลือเป็นกำไรให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งก็ไม่ใช่อัตราที่สูงมาก” บรรยง พงษ์พานิช

อันที่จริงแล้วเราต้องมองกลับไปว่าโดยพื้นฐานของสองเหตุการณ์นี้อะไรคือเจตนาหลักของการพนัน

ชื่อการพนันมีอยู่แล้วว่ามาให้พนันว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่าการประภัยคือการพนันที่ช่วยทำให้เราจัดการกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่นกรณีนายจ๊อดหากเขาไม่ทำประกันเอาไว้ คำถามคือจะต้องหาเงินไว้กี่บาทเพื่อสร้างบ้านถ้าเกิดไฟไหม้? นายจ๊อดอาจต้องเตรียมเงินไว้สิบล้านบาท แทนที่จะคิดกลับกันว่านายจ๊อดเตรียมแค่หนึ่งหมื่นต่อปีไว้จ่ายเบี้ยประกันภัยแล้วนำเงินที่เหลือไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เกิดประโยชน์มากกว่า หรือในอีกมุมหนึ่งคือการมีเงินเก็บถึงสิบล้านบาทอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับนายจ๊อด เช่น มีเงินแค่ห้าแสนบาทและมีภาระทางครอบครัวอย่างส่งค่าเรียนหนังสือของลูกๆ จึงไม่สามารถหาเงินมาสำรองในยามบ้านไฟไหม้ การพนันในรูปแบบประกันภัยจึงช่วยให้นายจ๊อดมีเงินสิบล้านได้ในยามฉุกเฉิน หรือเป็น financial leverage คือนายจ๊อดไม่ได้มีเงินสิบล้านบาท แต่กลับรู็สึกได้ว่ามีกำลังเงินมากพอจะรับมือบ้านทั้งหลังตอนไฟไหม้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเล่นพนันรูเล็ตหรือการเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล(หวย) เพราะทั้งสองอย่างนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสนุกสนาน (entertainment) ของมนุษย์หรือเป็นไปเพื่อจุดประสงค์แห่งความเพลิดเพลิน (enjoyment) คิดง่ายๆเหมือนท่านซื้อตั๋วหนังไปดูหนังของค่าย Marvel ท่านไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา แต่สิ่งที่ได้คือความสนุกและเพลิดเพลินไปในเนื้อหาแต่ก็เสียเวลาเช่นกัน หากจะได้ของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆก็อาจจะเป็นอารมณ์สนุกติดใจในฉากต่อสู้ของเหล่าฮีโร่ ได้มาโม้กับเพื่อนร่วมงาน และนี้คือสาเหตุว่าทำไมคาสิโนที่ยุติธรรมตามข้อบังคับของกฎหมายจริงๆนั้น (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) อัตราการชนะจึงใกล้ๆกันกับผู้เล่นมากๆ เช่นโอกาสที่บ่อนจะชนะนายจ๊อดต่อการเล่นหนึ่งครั้งในสหรัฐอเมริกามีแค่ 53% และมีโอกาสแพ้ถึง 47% เหตุผลที่บ่อนต้องมีโอกาสชนะเยอะกว่านิดหน่อยเพราะมีรายจ่ายต่างๆเช่น ค่าน้ำไฟ เงินเดือนเด็กแจกไพ่ และต้นทุนในการลงทุนสร้างตึกอาคาร แต่โดยรวมแล้วยังไงบ่อนก็ต้องชนะผู้เล่นอยู่ดี แต่บ่อนไม่สามารถสร้างโอกาสชนะได้ถึง 60%-70% เพราะนั้นเป็นการทำลายความสนุกของนักเล่น ใครจะอยากไปเล่นถ้ารู้แน่ๆว่ายังไงก็แพ้ จริงไหม

สุดท้ายแล้วไม่ว่าท่านจะบอกว่าการประกันภัยนั้นคือรูปแบบหนึ่งของการพนันหรือไม่ขอให้ท่านได้คิดและต่อยอดจากบทความที่ผมเขียนนี้ จุดประสงค์หลักๆจริงแล้วคืออยากให้ท่านได้คิดวิเคราะห์พร้อมได้แนบบทความของคุณบรรยงพร้อมข้อถกเถียงทั้งสองด้าน ทั้งคนที่เห็นว่าการพนันเป็นโทษและไม่เป็นไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามด้วยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

What makes gambling wrong but insurance right?-Hacker News

What makes gambling wrong but insurance right?-BBC

ว่าด้วยการพนัน...ตอนที่ 3

สัญญาประกันภัยแตกต่างจากพนัน

Have a question?

Drop us a line and we will get back to you